สะท้อน ข้อมูล อีกด้านหนึ่งของ ต้นตะกู พืชเศรษฐกิจ ที่กำลังมีคนสนใจ
ตะกู/ตะเกิว/ตะโกส้ม/โกส้ม/โกนา
ไม้ยืนต้นที่พบเห็นทั่วไปต้นนี้ คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะรู้จักนัก แต่ถูกบันทึกไว้ในชื่อหมู่บ้าน บ้านโกส้ม บ้านตาเกาว์ บ้านกู่พระโกนา เป็นต้น
ในพจนานุกรมต่าง ๆ นั้นดูสับสน คล้ายไม่เต็มใจบรรจุชื่อต้นไม้นี้ไว้ หรือความไม่รู้จริงของคนเขียนก็ไม่รู้ ราชบัณฑิตยสถานบอกให้ไปดูคำความหมายของคำว่า ตะกู และคำว่า ตะโกส้ม ที่ศัพท์ “กระทุ่ม” พจนานุกรมฉบับมติชนก็ทำไว้แบบเดียวกัน
กระทุ่ม หรือต้น ถ่ม ตามสำเนียงลาวนั้นเป็นที่รู้จักทั่วไปว่าเป็นไม้ยืนต้นทนน้ำดีชนิดหนึ่ง ใบรูปปากเป็ด ดอกเป็นช่อ เนื้อไม้เหนียวทนทาน ชาวบ้านเอามาทำแอกวัวและประโยชน์อื่นสารพัด คำว่า กระทุ่ม นี้มาจากภาษาบาลีเสียด้วยนะ เขาเขียนว่า “กทมฺพ” ต้น กระท่อม ที่คนปักษ์ใต้ชอบเอามาเคี้ยวแก้ง่วง-และมีกฎหมายห้ามปลูกนั้นก็เป็นพืชวงศ์ เดียวกันกับกระทุ่มเช่นกัน(วงศ์ Rubiaceae) ชื่อของมันจึงเพี้ยนจากกันนิดเดียว
ต้นตะกูนี้ก็เช่นกัน เขาก็นับรวมๆ กันเข้าไปให้เป็นพวกเดียวกันกับกระทุ่ม โดยเอกสารวิชาการพากันบอกตามๆ กันว่ามันคือ กระทุ่มบก(ภาคกลาง-เหนือ) เขาบอกอีกว่าภาคใต้เรียก ตุ้มขี้หมู ภาคตะวันออกเรียก ตะโกใหญ่ หรือ ตะโกส้ม แต่ไม่บอกว่าคนอีสานเรียกว่าอย่างไร
ที่แท้มันคือพืชที่คน ลาวเรียกมันว่า โกส้ม และคนเขมรเรียกมันว่า “ตะเกิว” สารานุกรมอีสานของ ปรีชา พิณทอง (๒๕๓๒) เรียก โกนา หรือ โกส้ม ทั้งขยายความเอาไว้ว่า มีผลคล้ายเงาะ ไม่มีเมล็ดข้างใน เมื่อสุกมีรสส้ม กินเป็นอาหารได้
คำ เขมร “ตะเกิว” เป็นที่มาของคำว่า “ตะกู” ภาษาไทยกลางที่ถูกใช้เรียกเป็นชื่อแรกอย่างไม่ต้องสงสัย ตามความรู้สึกของผู้เขียนเอง มันอาจเป็นเครือญาติกับต้นกระทุ่ม (บก) เพราะหน้าตาละม้ายกันมาก แต่ที่ไม่เหมือนเอาเสียเลย คือมันมีลูกกลมเท่าลูกปิงปองสีส้มและมีฝอยคล้ายลูกเงาะ ชาวบ้านเก็บมาผ่าจิ้มพริกเกลืออร่อยเหลือหลาย ส่วนลูกกระทุ่มบกเป็นลูกเล็กๆ และแข็ง ตะกูออกผลในฤดูฝน ที่ตลาดสดสุรินทร์และตามต่างอำเภอชาวบ้านมักนำมาวางขายเป็นกองๆ ราคาถูกๆ และคงเป็นที่นิยมของนักชิมไม่มากคนนัก แต่ผู้เขียนกลับรู้สึกว่ามันเป็นสีสันอย่างยิ่งที่ตลาดมีสินค้าชนิดนี้อยู่
ผู้เขียนพบต้นตะกูยืนต้นอยู่ริมขอบทางหลวงในหลายแห่ง ดูเหมือนไม่ได้มีใครบรรจงหรือตั้งใจปลูกมันขึ้นมาหรอก มักจะพบอยู่ในบริเวณที่มีความชื้นสูง มีน้ำขังตลอดหรือเกือบตลอดปี….บ้านนาตัง อำเภอเขวาสินรินทร์ ทางไปท่าตูมมีตะกูใหญ่หลายต้นเรียงรายอยู่ริมทาง ที่บ้านอื่นๆ ก็เห็นอยู่ประปราย แต่ชะตากรรมของพวกมันไม่พ้นต้องถูกมีดของทีมดูแลสายไฟฟ้าเฉือนตัดลงเหลือแค่ ท่อนโคน
ข้อมูลทางวิชาการบอกว่า ตะกูเป็น “พืชเบิกนำ” ที่ชอบขึ้นในที่ราบลุ่มบริเวณใกล้แหล่งน้ำ เช่น ร่องห้วย หุบในป่าที่ชุ่มชื้น ริมหนองน้ำ หายากที่จะพบในบริเวณที่ไกลจากแหล่งน้ำหรือตามลาดเขาที่สูงชัน เป็นไม้โตเร็วชนิดหนึ่ง แต่ก็ต้องอยู่ในบริเวณดังกล่าวเท่านั้น
คน อีสานคงไม่ค่อยรู้หรอกว่า บัดเดี๋ยวนี้ ตะกูเป็นพันธุ์ไม้เศรษฐกิจที่มีการทำกันเป็นธุรกิจ มีบริษัทต้นตะกูไทยอยู่ภาคตะวันออกเพาะกล้าขายให้ปลูกกันเป็นสวนป่า และเดี๋ยวนี้ผู้แอบอ้างเป็นผู้นำมวลชนอยู่แถวสุรินทร์คณะหนึ่งกำลังนำพาชุด ธุรกิจนี้มาสู่ชาวบ้าน…เขารับสมัครชาวบ้านมาเป็นสมาชิกโดยจ่ายค่าลง ทะเบียนคนละ ๒๐๐ บาท ได้ยินว่ามีสมาชิกเป็นพันคน สมาชิกจะได้ปลูกต้นตะกูแบบระบบพันธะสัญญา-แบบเดียวกันกับการปลูกมะม่วง หิมพานต์ในอดีต โดยให้ปลูกตะกูในที่นาของตนเองคนละประมาณ ๕ ไร่ กล้าไม้ตะกูทุกต้นต้องซื้อจากบริษัท(โดยเซ็นสัญญากับผู้นำมวลชน) ราคาต้นละ ๘๐ บาท ไร่หนึ่ง ปลูกได้ ๑๗๐ ต้น รวมเป็นเงินไร่ละ ๑๓,๐๐๐ บาท ในสัญญาก็ต้องซื้อปุ๋ยเคมีตามที่บริษัทกำหนด ยั่วยวนด้วยการคาดว่าต้นตะกูอายุ ๕ ปี จะโตขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๐ เซนติเมตร เงินทุนทั้งหมดจะให้กู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) บริษัทจะรับซื้อเนื้อไม้ทั้งหมดจากผู้ปลูก
ไม้ตะกูนั้น ข้อมูลของกรมป่าไม้บอกว่า เป็นไม้เนื้อแข็งปานกลาง จะเลื่อย เจาะ ไส กลึงหรือขัดเงาก็ทำได้ง่าย ใช้ประโยชน์ในการทำเครื่องเรือน ไม้ประสาน กรอบและบานหน้าต่าง งานกลึง แกะสลัก ทำพื้นและฝาที่ใช้งานในร่ม ทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน รองเท้า และทำเยื่อกระดาษ
เป็นเรื่องหัวเราะไม่ออกเลยจริงๆ ในพื้นที่นาอันแห้งแล้งของภาคอีสานจะสามารถให้การเติบโตแก่ต้นตะกูได้ขนาด ตามที่โฆษณานั้นได้อย่างไร ต้นที่เราเห็นๆ อยู่ข้างทาง เห็นมาเป็นสิบยี่สิบปีก็ไม่เห็นจะได้ขนาดที่ว่า มีงานวิจัยยืนยันมากมายว่าเป็นไปไม่ได้ ปลูกที่ฉะเชิงเทรา ๖ ปี ได้เส้นผ่าศูนย์กลางแค่ ๑๘.๗ ซม. ที่ชุมพร ตะกูที่ขึ้นในที่ชุ่มชื้นบนซากปุ๋ยพายุเกย์ปี ๒๕๓๒ เมื่ออายุ ๑๗ ปี มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงอกเฉลี่ย ๔๔.๗๕ ซม. งานนี้คนอีสานถูกต้มอีกตามเคย มิใช่จากคนที่อื่นหรอก แต่เป็นคนอีสานด้วยกันที่ตั้งตัวเป็นทรราชชาวนา เมื่อเขารับลงทะเบียนชาวนาแล้ว รับเงินหัวละ ๒๐๐ ไปแล้ว เขาก็พาสมาชิกไปเดินขบวนต่อรองกับ ธกส. ให้ปล่อยเงินกู้ แล้วเลี้ยงบรรยากาศของการต่อรองทำกระบวนการต่างๆ ไปเรื่อยๆ ถึงวันที่เขียนเรื่องนี้ก็ยังไม่ทราบว่าจะลงเอยอย่างไร ถ้า ธกส. ไม่ปล่อยเงินก็คงจะเจ๊ากันแต่ต้น ถ้าเรื่องราวเป็นไปตามแผน บริษัทและผู้นำมวลชนก็จะรวยอู้ฟู่ ด้วยการขายต้นกล้าตะกูซึ่งผู้เขียนเองเคยซื้อในราคา ๑๐ บาท ด้วยราคา ๘๐ บาท และขายปุ๋ยเคมี ทิ้งให้ชาวนาอีสานที่ไร้ทางเลือกเจอชะตากรรมที่เลวร้ายเหมือนที่เจอมาครั้ง แล้วครั้งเล่า
ชาวบ้านนั้นเล่า ที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการนั้น ส่วนหนึ่งก็คือหวังจะได้เงิน ธกส.มาหมุนใช้หนี้เก่า หรือใช้ส่งลูกเรียน ใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น เรื่องราวก็คงเป็นไปตามที่เคยเกิด…
ผู้ เขียนหลงเสน่ห์ของต้นตะกูมานานแล้ว ชอบทรงพุ่มหนาๆ และหลงรักผลที่มีรูปทรงแปลกตาของมัน พยายามแกะหาเมล็ดในของมันก็ไม่เห็นมี เก็บเป็นความสงสัยมาตลอดว่ามันแพร่พันธุ์อย่างไร เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ บังเอิญได้ซื้อต้นตะกูเพาะใส่ถุง ราคาต้นละ ๑๐ บาท มา ๕ ต้น ปลูกไว้ริมขอบสระ ๓ ปีแล้ว ได้ต้นขนาดแขน สูง ๒ เมตร ฟังเรื่องเล่าของชาวบ้าน เขาบอกว่าใบของมันเอามามวนยาสูบแก้โรคริดสีดวงจมูกได้ แก่นเอามาต้มกินแก้อาการวิงเวียน ไม้ตายเอามาทำฟืนดี มิมีใครคิดว่าใครจะเอามันมาทำเป็นธุรกิจ
ล่าสุด! ครับท่าน นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ประกาศทางโทรทัศน์ในรายการคุยทางเดียวของท่านเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ท่านกล่าวสนับสนุนให้มีการปลูกยูคาลิปตัส และแถมให้ปลูก “ต้นตะกู” เพราะโตเร็วมาก ๑ ปี สูง ๗-๘ เมตร ถ้า ๑๐ ปีต้องเอาเด็ก ๒-๓ คนไปโอบรอบ…
เฮอ !
พอดีไปอ่านแล้วผมว่าเป็นบทความที่ดีมาก เลยเอามาให้อ่านกันครับ
ที่มา:พัฒนากรรุ่นที่ 76
http://cddworker76.board.ob.tc/
คนสุโขทัย กล่าว,
มีนาคม 3, 2009 @ 8:44 pm
ผมปลูก 6 เดือนจากขนาดต้นสูงแค่ 50 ซม. เดี๋ยวนี้มันสูงกว่า 150 ซม.แล้ว ไม่เชื่อคุณไปดูที่บ้านผมได้เลย